=ประวัติศาสตร์ชุมชนวัดศรีสุุพรรณ ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50100=

       ชุมชนวัดศรีสุพรรณ ชุมชนวัดศรีสุพรรณหรือ “บ้านศรีสุพรรณ” ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่อยู่บนพื้นที่ระหว่างกำแพงชั้นในและ
กำแพงชั้นอกเช่นเดียวกับชุมชนหมื่นสารบ้านวัวลาย โดยทั้งสองชุมชนเป็นชมชนบนสองฟากถนนวัวลาย ตำบลหายยา อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดินทางจากประตูเชียงใหม่ตามถนนวัวลายด้านซ้ายมือเป็นชุมชนหมื่นสารบ้านวัวลายมีวัดหมื่นสารเป็นศูนย์กลาง
ชุมชน ด้านขวามือเป็นชุมชนบ้านช่างหล่อและชุมชนวัดศรีสุพรรณ ปัจจุบันมีวัดศรีสุพรรณเป็นศูนย์กลางชุมชน
พื้นที่ชุมชนปัจจุบันครองคลุมอาณาบริเวณถนนวัวลายซอย 2 , ซอย 2 ก, ซอย 2 ข, ซอย 2 ค, และวัวลายซอย 6 ด้านทิศเหนือ
ติดกับชุมชนบ้านช่างหล่อซึ่งมีถนนช่างหล่อผ่าน ทิศตะวันตกจรดถนนทิพย์เนตร ทิศตะวันออกจรดถนนวัวลาย ด้านทิศใต้เป็นพื้นที่
ชายธงที่ถนนวัวลายมาจรดถนนทิพย์เนตรเพื่อออกสู่ประไหยาและสุสานไหยา
จากทำเลที่ตั้งดังกล่าวเห็นได้ว่าชุมชนวัดศรีสุพรรณเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนทางออกของขบวนแห่ศพที่ออกมจากประสวนปรุงเพื่อออก
จากเมืองทางประตูไหยามุ่งสู่สุสานไหยาตามคติความเบื่อเรื่องทักษาเมือง นับเป็นทำเลที่เหมือนกับชุมชนวัดพวกแต้มซึ่งอยู่ที่ประต
ูสวนปรุงซึ่งบวนแห่ศพต้องผ่านเป็นประจำตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ตอนที่ 1 : พัฒนาการทางประวัติศาสตร์

1. ชุมชนวัดศรีสุพรรณสมัยราชวงศ์มังราย
    ชุมชนวัดศรีสุพรรณมีวัดศรีสุพรรณเป็นศูนย์กลางชุมชน เป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์ชัดเจนมาตั้งแต่
ครั้งสมัยราชวงศ์มังราย โดยมีศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณซึ่งทำด้วยหินทรายแดงจารึกประวัติวัดศรีสุพรรณด้วยอักษรฝักขาม ว่าได้สร้างขึ้น
ในสมัยพระเมืองแก้วหรือพญาแก้ว กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย(พ.ศ.2038-2068)โดยพระเมืองแก้วและพดระราชมารดาโปรดเกล้าฯ
ให้เจ้าหมื่นหลวงจ่าคำสร้างวัดชื่อวัดศรีสุพรรณอารามเมื่อพ.ศ. 2043 ดังมีข้อความปรากฏในศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณซึ่งปริวรรตแล้วดังนี้

        (จารึกด้านที่ 1) จุลศักราชได้ 862 ตัวในปีกดสัน(ตรงกับพ.ศ.2043 ปีวอก โทศก๗เดือนมาฆะไทย่าเดือน 3 โหรออก 2 ค่ำ วันพฤหัสบดี
ไทร้วงไก๊ได้ฤกษ์ 23 ตัว ชื่อธนิทตะนาที 28 ตัว สมเด็จบพิตรพระมหาราชเจ้า เจ้าเมืองพิงค์เชียงใหม่และพระราชมารดามหาเทวีเจ้ามี
ศรัทธาอุฬารอาไลยในสาสนา ปลงพระราชอาญาหื้อหามามาตรย์ผู้ประกาศด้วยชื่อว่าเจ้าหมื่นหลวงจ่าคำรังการ เอาพระพุทธรูปเจ้ามา
ประดิษฐาน สร้างมหาวิหารอันชื่อว่าศรีสุพรรณอาราม เป็นวัดสมเด็จมหาราชเจ้า เจ้าแผ่นดินสองพระองค์เพื่อหื้อเป็นมหากุศลจำเริญ
พุทธสาสนาต่อเท่าห้าพันพรรษาแล้ว ถัดนั้นในปีเต่าสัด เดือนอาศวฆไทย่าเดือน 8 โหรออก 13 ค่ำ วันพฤหัสบดีไท (วัน)ก่าเหม้า  
สมเด็จมหาราชเจ้าหื้อนิมนต์มหาเถรญาณตนอยุ่วัดหมื่นสารมาอยู่เป็นอาทิสังฆนายกรักษาพระพุทธเจ้าในอารามถัดนั้นในปีก่าไก
๊(ตรงกับปีกุน เบญจศก พ.ศ.2046)เดือนวิสาข ไทย่าเดือน 6 โหรออก 4 ค่ำ วันพฤหัสบดี ไทย(วัน)กดสง้า ศักราชขั้น
เป็นปีใหม่มายตูดเช้า(เวลา 06.00-07.30 น.๗ ปลก(ยก๗มหาวิหารแล้ว ถัดนั้นในปีดับเปล้า(ตรงกับปีฉลู สัปตกศก พ.ศ.2048)
เดือนวิสาข ไทว่าเดือน 6 โหรออก 2 ค่ำวันพุธ ไท(วัน)ร้วงไส้ ยามกลองงาย(เวลา 07ใ30-09.00 น) ก่อมหาเจดีย์ ถาปนาสาริกธาตุพระพุทธเจ้า

        (จารึกด้านที 2) ในปีกัดไส้ (ตรงกับปีมะเส็ง เอกศก พ.ศ.2052) ไทว่าเดือน 8 โหรออก 11 ค่ำ วันพุธ ไท(วัน)เต่าสัน ได้ฤกษ์ 16 ตัว
ชื่อวิสาขนาที 29 ตัว สมเด็จบพิตรมหาวราชเจ้า(พระเมืองแก้ว)หือ้นิมนต์ชาวเจ้าสังทั้งหลายหนบุปผารามสวนดอกไม
้มีสมเด็จมหาสามีติสสัทธรรมโพธิเจ้า วัดสวนดอกไม้ เป็นประธานผูกอุโบสถคารสีมาแล้วราธนาสมเด็จพระราชครูเจ้าเป็นประธาน
บพิตรมหาราชเจ้านำเอาสาริกธาตพระพุทธองค์มาถาปนาไว้ในองค์มหาเจดีย์และไว้นาแสนหนึ่งกับหื้อบ้านไกลกำแพง 20 วา
จุด้านกับอารามที่นี้ เจ้าหมื่นหลวงจ่าคำ และเจ้านางหมื่นชื่อเจ้าจันทระภัทรา มีศรัทธาในสาสนาสร้างอารามนี้เป็นต้นว่ามหาวิหาร
และมหาเจดีย์ คณนาปัจจัยได้ 192,703 เงินและแกงแจ่ก 2,000 เงิน เงินแสนนั้นแล ทานคนไว้กับวัด20 ครัว
(ดู ศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณ. ในประวัติวัดศรีสุพรรณ จัดพิมพ์เนื่องในงานปอยหลวงพระวิหารและเสนาสนะ ถาวรวัตถุวัดศรีสุพรรณ
วันที่ 27-31 มีนาคม 2541 หน้า 9-15)

      ข้อความในศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณ เป็นหลักฐานยืนยันว่าวัดศีสุพรรณศูนย์กลางของชุมชนแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้ว หรือพญา
แก้วกษัตริย์ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.2038-2068)ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนาที่สืบต่อมาจากสมัยพระเจ้าติโลกราช(พ.ศ.1984-2030)
และพญายอดเชียงราย(พ.ศ.2030-2038)ครั้งนั้นได้กัลปนาที่นาแปลงใหญ่และข้าวจำนวน 20 ครัวให้วัดศรีสุพรรณ เริ่มต้นชุมชน
วัดศรีสุพรรณอย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้นมา

           บริเวณข้างเคียงชุมชนวัดศรีสุพรรณมีวัดอยู่ก่อนแล้วหลายวัด เช่น

(๑) วัดหมื่นสาร ซึ่งสร้างในสมัยพญาสามฝั่งแกนกษัตริย์องค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1945-1984)
(๒) วัดนันทาราม ซึ่งสร้างก่อนสมัยพญาสามฝั่งแกน เพราะในสมัยพญาสามฝั่งแกน วัดนันทารามมีเจ้าอาวาสชื่อสมเด็จพระญาณคัมภีร์
      ซึ่งบวชตั้งแต่เป็นสามเณรที่วัดนันทาราม
(๓) วัดม่วงคำ ถนนวัวลาย ( ปัจจุบันเป็นวัดร้างมีกู่อยู่ในบ้านที่เป็นร้านหิรัญญากร)
(๔) วัดกู่เสือ (ปัจจุบันเป็นวัดร้างมีกู่อยู่ในบ้านด้านเหนือของ “บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้ากิ่งแก้ว”)
(๕) วัดหมื่นครืน ซึ่งเป็นวัดที่ปรากฏหลักฐานสมัยพระเมืองแก้วเช่นกัน โดยในพ.ศ.2601 พระเมืองแก้วโปรดเกล้าฯให้หมื่นหนังสือติก
      ขักปัญโญไปอาราธนาพระพุทธรูปแก่นจันทร์จากเมืองพะเยามาไว้ที่วัดหมื่นครืน และวัดนี้มีชื่อปรากฏใบจารึกวัดหมื่นดาบเรือน(วัดเชียงแสน)
      ที่แม่ออนด้วย (ปัจจุบันอยู่ในซอยวัวลาย 1 ในบริเวณบ้านเลขที่ 101/1 และบ้านช้างเคี่ยนซึ่งกู่ถูกรื้อหมดแล้ว)
(๖) วัดร้างบริเวณหลังร้านคลังไฟฟ้า ถนนวัวลาย ซี่งเป็นพื้นที่ตั้งชุมชนบ้านช่างหล่อจึงอาจเป็นวัดที่เอกสารพื้นเมืองเรียกว่าวัดช่างหล่อ 
      ซึ่งรองรับข้อสงสัยของผู้เขียนที่ว่าชุมชนบ้านช่างหล่อซึ่งเป็นชุมชนหล่อพระพุทธรูปน่าจะมีวัดประจำชุมชนเหมือนชุมชนอื่น 
      อย่างไรก็ตามอาจเป็นวัดที่ร้างไปก่อนจะมีชุมชนบ้านช่างหล่อยุคหลังที่ถูก “เทครัว” มาจากเชียงแสนเพราะมิฉะนั้นจะกลายเป็น
      ชุมชนหล่อพระพุทธรูปเป็นผู้ทำลายวัดของชุมชน
(๗) วัดร้างที่ยังมีกู่เหลืออยู่ที่หน้าประตูเชียงใหม่ที่คนสมัยหลังเข้าใจว่าเป็นวัดเชียงสง แต่จากหลักฐานร่วมสมัยคือโคลงนิราศหริภุญชัย
      (พ.ศ.2060)กวีเดินทางมาจากวัดพระสิงห์ก่อนถึงวัดเชียงสงก่อนออกจากประตูเชียงใหม่ กู่ดังกล่าวจึงไม่น่าจะเป็นวัดเชียงสงดังที่เข้าใจกัน
      (สำรวจพื้นที่เมื่อ24 มีนาคม 2545 และดูโคลงนิราศหริภุญชัย ประเสริฐ ณ นคร สอบกับต้นฉบับเชียงใหม่ 2487 พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพ
:     โรงพิมพ์พระจันทร์ 2516 หน้า 23-24)

2. ชุมชนวัดศรีสุพรรณสมัยพม่าปกครอง

      ไม่พบหลักฐานประเภทบายลักษณ์ที่กล่าวถึงวัดศรีสุพรรณในสัยพม่าปกครองเชียงใหม่ (พ.ศ.2101- 2137) เมื่อครั้งพระเจ้า
สุทโธธรรมราชาหรือตลุนมินกษัตรย์แห่งพม่า(พ.ศ.2172 -2191) กวาดต้อนคนจากเชียงใหม่ไปพม่าก็ออกจากเชียงใหม่ทางประตูขัวก้อม
ไม่ได้ออกทางประไหยาซึ่งหมายถึงไม่ได้ผ่านพื้นที่ชุมชนวัดศรีสุพรรณ และวัดหมื่นสาร(ดูโคลงมังทรารบเชียงใหม่)
      แต่จากหลักฐานพื้นเมืองที่ร่วมสมัยพบว่าพม่าดูแลวัดวาอารามในเมืองเชียงใหม่ เช่นได้หยาดน้ำถวายข้าวัดให้แก่วัดพระสิงห์ มอบหมาย
ให้พวกยางทำหน้าที่หาน้ำมันจุดไฟบูชาพระสิหิงค์ (ดู สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรต หลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนาจากเอกสารคัมภีร์โบราณ
และพับสา 2534 หน้า 123-124) การนำพระพุทธรูปชำรุดมาหลอมและหล่อใหม่สร้างเป็นพระประธานวัดปราเกียร (ปร อ่านว่า ผ จึงอ่าน
ผาเกียร ปัจจุบันคือวัดชัยพระเกียรติ) (ดูฮันส์ เพนธ์ คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่ 2519) การบูรณะวัดเชียงมั่น
(ดู จารึกวัดเชียงมั่น) และบูรณะวัดเกต (ดู จารึกวัดเกต)จึงไม่อาจกล่าวว่ายุคพม่าปกครองเมืองเชียงใหม่มีการทำลายวัดวาอาราม
จนวัดบางแห่งต้องกลายเป็นวัดร้าง แต่อาจมีเหตุเกี่ยวข้ออยู่บ้างก็เพราะเมื่อสิ้นศึกมีการ “เทครัว” คนจำนวนมากออกจากเชียงใหม่
เมื่อมีการ “เทครัว” ศรัทธาวัดใดไปทั้งหมดก็ส่งผลให้วัดนั้น ๆ กลายเป็นวัดร้างในเวลาต่อมา ดังนั้นการที่วัดศรีสุพรรณไม่ได้มีช่วงแห่ง
การเป็นวัดร้างก็หมายถึงมีศรัทธาวัดดำรงอยู่สืบมาอย่างต่อเนื่อง

3. ชุมชนวัดศรีสุพรรณยุคกาวิละฟื้นเมือง

      ครั้น พ.ศ.2317 พญาจ่าบ้าน(บุญมา)เจ้ากาวิละและน้อง ๆ ร่วมกับกองทัพกรุงธนบุรีขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ และต่อมาร พ.ศ.2325
สมัยรัตนโกสินทร์ ได้แต่งตั้งเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ ในยุคนี้ได้มีการเกลี้ยกล่อมและกวาดต้นกำลังคนแบบ “เทครัว”ในแถบลุ่มแม่น้ำคง
เช่น เมืองปุ งัวลาย บ้านสะต๋อย สอยไร่ ท่าช้าง บ้านนา บ้านท่งอ้อ ฯลฯ ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรื่องอยู่ในเมืองเชียงใหม่ โดยส่วนที่เป็น
ช่างฝีมือทำเครื่องเงินให้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณรอบ ๆ วัดหมื่นสารและวัดศรีสุพรรณ เกิดป็นชุมชนใหม่บนพื้นที่เดิม โดยที่ชุมชนใหม่ราย
รอบวัดมาจากลุ่มน้ำคง พระสงฆ์ในวัดก็คงเป็นชาวลุ่มน้ำคง ในสมัยต่อมาเมื่อมีการสำรวจรายชื่อวัดในเชียงใหม่จึงจัดวัดศรีสุพรรณหรือ
“วัดสุภัน” อยู่ในนิกายครง หรือนิกายคงเหมือนวัดพวกเปียซึ่งอยู่ใกล้กันชาวบ้านศรีสุพรรณส่วนหนึ่งจึงเรียกที่มาของตนว่าเป็น “ชาวคนน้ำฮ้า”
ต่างจากวัดหมื่นสารซึ่งชุมชนรายรอบมาจากลุ่มน้ำคงเช่นกันแต่เพราะเป็นกลุ่มคนจากบ้านงัวลาย วัดหมื่นสารจึงถูกกำหนดเป็นนิกายงัวลาย
และจัดอยู่ในหมวดอุโบสถวัดนันทารามซึ่งมีนิกายเขิน อนึ่งหมวดอุโบสถวัดนันทารามประกอบด้วย 9 หัววัดดังนี้ (1)วัดหมื่นสาน(นิกายงัวลาย)
(2)วัดนันทาราม(นิกายเขิน) (3)วัดพวกเปีย(นิกายครง) (4)วัดสุภันหรือวัดศรีสุพรรณ(นิกายครง) (5)วัดหัวฝาย(นิกาย เชียงใหม่ (6)วัดกู่ดีคำ
(นิกายเขิน)(ต่อมาเรียกวัดธาตุคำ)(7)วัดยางควง(นิกายเขิน) (8)วัดเมืองมาง(นิกายน่าน) (9)วัดดาวะดึงส์(นิกายเขิน)สะท้อนความสัมพันธ์
ในชุมชนสงฆ์และกลุ่มศรัทธาวัดที่ยังดำรงสืบมาถึงปัจจุบัน

       ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุรยวงษ์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2399-2413)ปรากฏหลักฐานว่าพระองค์พร้อมเจ้าแม่อุษา(หรืออุสาห์)
ชายาได้เป็นเค้าในการสร้างวิหารวัดศรีสุพรรณเมื่อ จ.ศ.1222(พ.ศ.2403)พร้อมสร้างระฆังขนาดใหญ่ด้วยทองหนักสองล้านเก้าหมื่นห้าพัน
หกร้อยตำลึงโดยให้นำระฆังไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าวิหารที่เพิ่งถูกรื้อไปก่อนบูรณะครั้งล่าสุด(2537-2541)สร้างในสมัย
พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์

4.ชุมชนวัดศรีสุพรรณสมัยเทศาภิบาล

      ช่วง พ.ศ.2400-2420 ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2399-2413)และสมัยพระเจ้าอินท
วิชยานนท์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2413-2440) วัดศรีสุพรรณ นิกายคง มีเจ้าอธิการชื่อ ตุ๊สิทธิ มีรองอธิการชื่อ ตุ๊อินทจักร
ในยุคก่อนสมัยเทศาภิบาลวัดยังเป็นทั้งแหล่งธรรมและแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชน ที่ส่งบุตรหลานเข้าบวชเรียน จนมีโอกาสได้เป็นเจ้าอาวาส
โดยหลายรายเมื่อทำหน้าที่เจ้าอาวาสระยะหนึ่งก็ได้ลาสิกขาบทกลับอยู่ในชุมชน ได้รับการยกย่องจากชุมชนเช่น (1) พ่อหนานหลวงแก้ว
สมัยบวชได้เป็นครูบาคัมภีระ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ (2)หนานคัมภีระ พุทธศรีสมัยบวชกได้เป็นพระมหาคำ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ
(3)หนานคำตัน ไชยคำเรือง อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ (4) หนานอินถา ชุมภิรมยอดีตเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ (ดู ปวงคำ ตุ้ยเขียว)
ประวัติศรีสุพรรณ” ในโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ครอบรอบ 77 ปี. เชียงใหม่ : เวียงพิงค์การพิมพ์, 2543 น.58-59)

      สมัยเทศาภิบาลระยะแรกก็ยังให้บทบาทพระสงฆ์ในการสอนหนังสือที่วัดและชักชวนเด็กชายเข้าเรียนหนังสือ โดยใช้ศาลาวัดเป็นสถานที่เรียน
ครั้น พ.ศ.2464 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464 มีการเกณฑ์เด็กชาย-หญิงเข้าโรงเรียน   ใน พ.ศ.2466 ขุนจรรยา
(กิมเส็ง เสียมภักดี)ศึกษาธิการเมืองเชียงใหม่ร่วมกับวัดศรีสุพรรณสมัยพระอินตา ธรรมวงศ์เป็นเจ้าอาวาสตั้งโรงเรียนชั้นประถมศึกษาขึ้นที่วัดศรีสุพรรณ
โดยได้ศรัทธาวัดคือหนานคำปัน ซึ่งรับราชการแผนกสรรพากรเชียงใหม่และแม่อุ้ยคำออน การัตน์ เชื้อสายเจ้านายจากกลุ่มน้ำคงได้ร่วมกัน
บริจาคทรัพย์สร้างศาลาวัดใช้เป็นสถานที่เรียนหนังสือของเด็กชาย-หญิงทั้งในชุมชนวัดศรีสุพรรณและชุมชนข้างเคียงเช่นชุมชนวัดหมื่นสาร
ชุมชนวัดพวกเปีย ชุมชนวัดนันทาราม ชุมชนวัดพวกแต้ม ได้มาเรียนหนังสือ

5. ชุมนวัดศรีสุพรรณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

     ชาวบ้านในชุมชนวัดศรีสุพรรณมีความทรงจำเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปีพ.ศ.2484-2488 โดยระบุว่า
ในปีพ.ศ.2484 วัดศรีสุพรรณมีพระ 2 รูป สามเณร 2-3 รูป ปีพ.ศ.2486 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะนั้นมีพระมหาคำ ขนฺติพ
โลเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งระหว่างสงครามได้อพยพไปอยู่บ้านแม่ข่าน้อย และจะกลับมาเยี่ยมวัดเป็นครั้งคราว (พ่อหนานคำตัน
ไชยคำเรือง อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ “ย้อนรอยอดีต”ในมรดกล้านนาภูมิปัญญาท้องถิ่น 500 ปีวัดศรีสุพรรณ หน้า.11)
     ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ใช้วัดเป็นที่ตั้งกองทหาร ภายในวัดมีทหารญี่ปุ่นและเชลยสงครามซึ่งเป็นทหารฝ่าย
สัมพันธมิตรอยู่เต็มไปหมดท่ามกลางป่าไม้ไผ่ซาง ส่วนด้านหน้าวัดนอกกำแพงเป็นที่ตั้งโรงม้าหน่วยส่งกำลังบำรุง (ร.ต.ต.บุญมี ฟองตัน
“ความทรงจำในอดีต” มรดกล้านนาภูมิปัญญาท้องถิ่น 500 ปีวัดศรีสุพรรณ 2543 หน้า 23)
     ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนวัดศรีสุพรรณต้องปิดการเรียนการสอนเพราะถูกทหารญี่ปุ่นเข้าครอบครองพื้นที่วัด ครั้งนั้นวัด
ได้รับภัยจากสงครามโดยวิหารถูกกระสุนปืนจากผ่ายสัมพันธมิตร ทางการต้องแจ้งเตือนภัยให้ชาวบ้านขุดหลุมหลบภัย โดยเมื่อมีเสียงหวอ
สัญญาณภัยเตือนขึ้นทุกคนแต่ละครอบครับจะต้องลงไปหลบในหลุมหลบภัย มิฉะนั้นอาจได้รับอันตรายจากกระสุน
และระเบิดจากฝ่ายตรงข้าม และในช่างที่เกิดสงครามใหม่ ๆ นักเรียนในชุมชนหลายคนได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดศรีปิงเมือง
(เดิมเรียกว่าวัดป่าลาน)  ต่อมาเมื่อโรงเรียนวัดศรีปิงเมือง(เดิมเรียกวัดป่าลาน)ปิดการเรียนการสอนอีก ก็ได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดป่าแดด
โดยการเดินทางด้วยเท้าเปล่า โดยเริ่มต้นที่วัดศรีสุพรรณ มุ่งไปที่วัดหมื่นสาร วัดนันทาราม วัดธาตุคำ และวัดยางกวง(ปัจจุบันเป็นวัดร้าง)
ออกไปทางประตุขัวก้อม ลัดเลาะตามลำเมืองแม่ข่า จนถึงโรงเรียนป่าแดดในที่สุด จนสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง จึงได้ย้ายกลับมาเรียนท
ี่โรงเรียนวัดศรีสุพรรณตามเดิม(พงศธร เทพวงศ์ “เล็กๆน้อยๆ จากอารามบอย” ใน มรดกล้านนาภูมิปัญญาท้องถิ่น 500 ปี
ีวัดศรีสุพรรณ 2543 หน้า 17-18)
      เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สภาพวัดหลังสงครามเลิกแทบจะหาความสะอาดไม่ได้เลย ในวัดมีแต่พงหญ้าและไม้ไผ่(ไม้ซาง)
ทางทิศตะวันตกของวัดจะมีต้นฉำฉาหลายสิบต้น ต้นตาล 2-3 ต้น และต้นลาน 2 ต้น มีฝูงอีกาแนะนกต่าง ๆ มาทำรังอาศัยอยู่ที่ต้นตาล
ต่ามาพระมหาคำ ขนติพโล เจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้ให้พ่อคำ คำปัน แห่งบ้านประตูหายยา เอาต้นไม้ฉำฉาไปทำฟืนเผาอิฐ
ภายหลังพระมหาคำ ได้ลาสิกขาบท มีชื่อว่า หนานคำภีระ พุทธิศรี พระคำตัน(หนานคำตัน ไชยคำเรือง)จึงได้รักษาการเป็นเจ้าอาวาส
จนกระทั่งได้เป็นเจ้าอาวาสในเวลาต่อมา วัดศรีสุพรรณในขณะนั้นมีพระ 2 รูป สามเณร 3 ในสมัยนั้นท่านเจ้าอาวาสได้ร่วมกับคณะศรัทธาวัด
ก่อสร้างกำแพงวัดต่อจากพระมหาคำ ขนติพโล รวมทั้งได้สร้างศาลาตรงประตูวัดด้านทิศตะวันออกอีก 2 หลัง เมื่อสร้างเสร็จแล้วเรียบร้อย
จึงได้จัดให้มีงานฉลายกำแพงและศาลา (พ่อหนานคำตัน ไชยคำเรือง ย้อนรอยอดีต” มรดกล้านนาภูมิปัญญาท้องถิ่น 500 ปีวัดศรีสุพรรณ
2543 หน้า 11)     สำหรับอาคารเรียนนั้น เด็กในชุมชนวัดศรสุพรรณและชุมชนใกล้เคียงได้ใช้ศาลาวัดศรีสุพรรณเป็นสถานที่เรียนเรื่อยมา
จนถึงพ.ศ. 2481 จึงได้เรียนอาคารเรียนแบบตึกครึ่งไม้ชั้นเดียว ไม่มีฝาผนัง ไม่มีฝากันห้องเรียน หลังคามุงด้วยดินขอ พื้นเป็นซีเมนต์ผสมปูนขาว
(บันทึกของครูอุดม หิมะกลัส ในโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณครบรอบ 77 ปี 2543 หน้า 30)

6. สมัยหลังสมครามโลกครั้งที่สอง

      พ.ศ.2506 มีคำสั่งให้โอนโรงเรียนชั้นประถมในเชตเทศลาลขึ้นสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ พระครูสถิตบุญญานันท์
(พระอธิการบุญชม สุนนฺโท)เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณและสมัยครูเอื้อน คลังวิเชียรเป็นครูใหญ่ (พ.ศ.2500-2510)ได้หาเงินเพื่อสร้างอาคารเรียน 2
ชั้นแล้วเสร็จใน พ.ศ.2507 ทรัพย์สินทั้งหมดบนพื้นที่วัดได้เป็นของรัฐที่มอบให้องค์กรปกครงอส่วนท้องถิ่นคือเทศบาลนครเชียงใหม่ดูแลแทนวัด
ซึ่งใน พ.ศ.2519-2521 โรงเรียนแห่งนี้ก็ได้อาคารเรียน 3 ชั้นอย่างไรก็ตามโดยเหตุที่โรงเรียนตั้งอยู่ในวัด โรงเรียนได้ใช้สีเหลือง-แดงเป็นสีประจำ
โรงเรียนเพราะถือว่าตั้งอยู่ในวัด อันเป็นพื้นที่สีเหลือง ส่วนสีแดงหมายถึงชาติซึ่งเป็นเป้าหมายของการศึกษายุคมีรัฐชาติ ซึ่งจากเรายชื่อศิษย์เก่าจำนวนหนึงเห็นได้ชัดว่าโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของหลายคนที่ได้ประสบความนสำเร็จใน
การศึกษาหน้ที่การงานและครอบครัว (ดู โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ ครบรอบ 77 ปี 2543 หน้า 41-57)น่าสังเกตว่าผลผลิตของวัดและ
โรงเรียนดังกล่าวส่วนหนึ่งเรียนต่อระดับสูงครั้นสำเร็จการศึกษาแล้วรับราชการหรือทำงานนาอกชุมชน แต่อีกส่วนหนึ่งเมื่อลาสิกขาบทจาก
วัดศรีสุพรรณหรือจบชั้นประถามศึกษาจากโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณแล้ก็ประกอบอาชีพทำเครื่องเงิน ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นเครื่องอลูมิเนียม
อยู่ในชุมชนสืบทอดสกุลช่างเงินของบ้านศรีสุพรรณสืบมาอีกจำนวนหนึ่ง โดยประกอบอาชีพทำเครื่องเงินในบ้าน
และร้านค้าเครื่องเงินในชุมชน เช่น บ้านคุณคำปัน-บุญยืน เมฆบังวัน,บ้านคุณดวงฤทธิ์-ประไพ ไชยวุฒิ,บ้านคุณบุญส่ง-บัวคำ ใจงาม
และร้านค้าเงินเชียงใหม่

7.ชุมชนวัดศรีสุพรรณยุคทำสลุงหลวง

      ปี พ.ศ.2534 ชุมชนเครื่องเงิน 2 ฟากถนนวัวลายทั้งที่บ้านวัวลายและบ้านศรีสุพรรณได้รับงานสำคัญชิ้นหนึ่งคือการทำสลุงหลวงน้ำหนักเงิน
สุทธิ 536 บาทเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯพระชนมายุครบ 3 รอบ ในวันที่ 2 เมษายน 2534 เป็นการ
ฟื้นตัวของชุมชน  ช่างเงินบนถนนวัวลาย มีการรวมตัวเป็นคณะทำเครื่องเงินบ้านวัวลายสามัคคี  ปีต่อมา พ.ศ. 2535 มีงานเฉลินพระเกียรติสมเด็จ
พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนม พรรษา 5 รอบ ชุมชนเครื่องเงินบนถนนวัวลายได้รับงานสำคัญให้ทำสลุงหลวง “แม่”น้อมเกล้าถวาย
น้ำหนักเงินสุทธิ 2,535 บาท เส้นผ่านศูนย์กลาง 109 เซติเมตร เสร็จแล้วมีพิธีทูนเกล้าฯถวายบนพระตำหนักภูพิงค์อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา

     ใน พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครม 50 ปีมีพิธีกาญจนาภิเษก และเป็นปีที่เชียงใหม่จัดงานสมโภช 700 ปีเชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่สมัยนายพลาการ สุวรรณรัฐเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเตรียมการสร้างสลุงหลวง “พ่อ” เพื่อทูนเกล้าถวาย โดยใช้เงิน
บริสุทธิ์น้ำหนัก 2,999 บาท เส้นผ่านศูนย์กลาง 139 เชนติเมตร สูง 69 เซนติเมตร เส้นรอบวง 439 เซนติเมตร ฐานรองรับเป็นไม้สักแกะสลักรูปช้าง
4 เศียรรามความสูงจากฐานถึงขอบสลุง199 เซนติเมตร ลงรักปิดทอง มีลายประดับเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย ดอกพุดตาน ลายประจำยาม และลายก้นขด
(ดู สลุงหลวง “พ่อ” หนังสือที่ระลึกเนื่องในมหาวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีและสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี 2540 หน้า 80-82 และ 100)

      แม้ทั้งสามรายการถือเป็นลานงานการสร้างของภาคราชการ แต่ในฐานะคนทำงานช่างเงินที่สร้างสรรค์งานชินสำคัญขึ้นผู้มีส่วนร่วมทุกคนต่างม
ีความภาคภูมิใจ ทำให้ภายในชุมชนทั้งฟากถนนวัวลายมีความเคลื่อนไหวเตรียมทำกิจกรรมเพื่อชุมชนกัน เช่น โครงการเทศกาลเครื่องเงินบ้านวัวลาย
ซึ่งเตรียมจัดในเดือน เมษายน 2544 แม้งานดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นตามแผนแต่ก็ทำงานกิจกรรมของชุมชนสองฟากถนนวัวลายคึกคักอย่าง
ต่อเนื่องสืบมา โดยในส่วนของชุมชนวัดศรีสุพรรณได้เจ้าอาวาสคนใหม่แทนองค์เดิมที่มรณภาพไป เจ้าอาวาสองค์ใหม่คือพระอธิการสุพล สุทฺธสีโล
(2505- ปัจจุบัน)ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ.2537 ได้นำประวัติศาสตร์มาใช้ในฐานะสมบัติสาธารณะ และสร้างประวัติศาสตร์อย่างเด

ความสัมพันธ์ในชุมชน

     ชาวบ้านศรีสุพรรณ มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับชาวบ้านวัวลายโดยผ่านความสัมพันธ์ทางสายโลหิตและการแต่งงาน จากคำบอกเล่าของ
ชาวบ้าน ชาวบ้านศรีสุพรรณส่วนหนึ่งเป็นคนจากบ้านวัวลายและบ้านช่างหล่อ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านศรีสุพรรณ บ้านช่างหล่อและบ้าน
วัวลายจึงใกล้ชิดกัน มีการไปมาหาสู่กันเสมอๆ และเมื่อมีงานบุญงานตามประเพณีต่าง ๆ เช่น งานศพ งานบุญึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานทอดกฐิน
ทอดผ้าป่า ตลอดจนงานปอยต่าง ๆ ชาวบ้านศรีสุพรรณ บ้านช่างหล่อ และบ้านวัวลายก็จะให้ความร่วมมือกันและกัน
ส่วนความสัมพันธ์ภายในชุมชนบ้านศรีสุพรรณจะมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างแน่นแฟ้น ดังสะท้อนให้เห็นได้จากคำบอกเล่าของพงศธร เทพวงศ์
อดีตรองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นคนบ้านศรีสุพรรณ ได้เล่าถึงภาพความประทับใจในอดีตที่มีต่อชุมชนบ้านศรีสุพรรณ
โดยเฉพาะในด้านความสามัคคีของคณะศรัทธาวัดศรีสุพรรณในการให้ความร่วมมือในงานบุญต่าง ๆ ด้วยดี โดยเล่าถึงการจัดงานทอดกฐินที่
วัดศรีสุพรรณในสมัยก่อน ก่อนวันงานประมาณ 2 อาทิตย์ คณะศรัทธาวัดศรีสุพรรณเกือบทุกครอบครัว จะส่งตัวแทนพร้อมเครื่องมือ เช่น มีด
พร้า จอบ เสียม มารวมกันที่วัด เพื่อทำความสะอาดนับตั้งแต่ถนนทางเข้าวัดไปจนถึงบริเวณวัดทั้งหมดและช่วยกันล้างพระวิหารและพระประธาน
ซึ่งในสมัยก่อนยังไม่มีน้ำประปาใช้ ต้องหิ้วน้ำมาจากบ่อน้ำซึ่งทุกคนจะให้ความร่วมมือร่วมใจเต็มที่
      ในงานทอดกฐินสามัคคีของคณะศรัทธาวัดศรีสุพรรณในสมัยก่อน ปกติจะมีงานฉลองสมโภช 1 คืน มีการฉายภาพยนตร์ แสดงลิเกในช่วงบ่าย
ก็จะมีการนำองค์กฐินไปแห่รอบเมือง มีครั้งหนึ่งกลุ่มหนุ่มสาวได้จัดให้มีการแสดงเรื่องพระเวสสันดรชาดกตอนชูชกไปขอกัณหาและชาลีจาก
พระเวสสันดร แห่นำขบวนองค์กฐิน ซึ่งชาวบ้านศรีสุพรรณก็จะร่วมแสดง เป็นกัณหา และชาลี  ในช่วงที่มีเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13-16
เมษายน ในชุมชนวัดศรีสุพรรณโดยเฉพาะบ้านที่มีโรงงานทำเครื่องเงิน เช่น บ้านคุณคำปัน-บุญยืน เมฆบังวัน,บ้านคุณดวงฤทธิ์-ประไพ ไชยวุฒิ,
บ้านคุณบุญส่ง-บัวคำ ใจงาม และร้านเงินเชียงใหม่ มักจะหยุดทำงานกันตั้งแต่วันที่ 12เมษายน โดยในวัดดังกล่าวได้จัดให้มีงานเลี้ยงคนงาน
เพื่อนบ้านมีการแจกสิ่งของ เช่น เสื้อผ้า ผ้าขาวม้า ให้แก่คนงานโดยทั่วหน้า
      ในวันที่ 13 – 14 เมษายน พวกหนุ่ม ๆ สาวๆ จะชักชวนกันไปขนทรายเข้าวัดในวันสังขารล่อง-วันเนาว์ บางส่วนจะเดินทางไปยัง
เชิงสะพานนวรัฐ ระหว่างทางก็มีการสาดน้ำ รดน้ำเป็นสนุกสนาน ตกเย้ฯจึงจะขนทรายจากแม่น้ำปิงไปที่วัดของตนเอง  ส่วนในวัพญาวัน
15 เมษายน จะมีพิธีการทางศาสนาในช่วงเช้า โดยคณะศรัทธาจะมาร่วมทำบุญตักบาตร ตอนบ่ายก็จะมารวมกันที่
วัดอีกครั้งหนึ่งเพื่อรดน้ำดำหัวเจ้าอาวาสและเสื้อวัด เมื่อได้เวลาอันสมควร เจ้าอาวาส จะพาคณะศรัทธาไปดำหัวเจ้าอาวาสที่อายุโส
กว่าในเขตตำบลหายยา จากนั้นจึงเดินทางต่อไปที่วัดเก้าตื้อ และวัดสวนดอก &#